ดูคณะกรรมการบริษัทฯ
การกำกับดูแลกิจการเป็นกลไกสำคัญที่ไออาร์พีซีใช้ในการบริหารจัดการผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม รวมถึงสิทธิมนุษยชน ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี การดำเนินงานของบริษัทฯ มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน ขณะเดียวกันบริษัทฯ ตระหนักถึงผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากร ตลอดจนสุขภาพ ความปลอดภัย และสิทธิของบุคคลตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยตรงจากกิจกรรมของบริษัทฯ หรือโดยอ้อมผ่านความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการ บริษัทฯ ได้นำแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลกิจการมาใช้ โดยมีนโยบายและกระบวนการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) รองรับ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความโปร่งใส ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความเป็นเลิศในการดำเนินงาน พร้อมสร้างคุณค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นและคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย
ไออาร์พีซีกำหนดให้นโยบายการกำกับดูแลกิจการเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ โดยบริษัทฯ ได้จัดทำนโยบายการกำกับดูแลกิจการและคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดี เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ซึ่งใช้บังคับกับกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของไออาร์พีซี รวมถึงบริษัทย่อย บริษัทร่วม และบริษัทร่วมทุนที่อยู่ภายใต้การควบคุมการบริหารจัดการของไออาร์พีซี
ภายใต้หลักการดังกล่าว คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืน (CGSC) ทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานในทุกด้านของบริษัทฯ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และเป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ และแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ นอกจากนี้ คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืนยังมีหน้าที่ทบทวนผลการดำเนินงานตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีเป็นประจำทุกปี ผ่านการประชุมร่วมกับคณะทำงานซึ่งรายงานผลต่อคณะกรรมการเป็นรายไตรมาส
- โครงสร้างการกำกับดูแลกิจการ
- คณะกรรมการบริษัทฯ
- นโยบายว่าด้วยความหลากหลายในโครงสร้างของคณะกรรมการบริษัทฯ
- ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของคณะกรรมการบริษัทฯ
- ประสิทธิผลของคณะกรรมการบริษัทฯ และการกำหนดค่าตอบแทน
- การกำหนดค่าตอบแทนผู้บริหาร และการถือครองหลักทรัพย์
คณะกรรมการบริษัทฯ
คณะกรรมการมีบทบาทสำคัญในการกำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทางการดำเนินธุรกิจ นโยบาย เป้าหมาย แผนกลยุทธ์ และอนุมัติงบประมาณประจำปีของไออาร์พีซี เพื่อให้ฝ่ายจัดการนำไปดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ คณะกรรมการยังประเมินปัจจัยเสี่ยง กำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสม และดูแลให้ระบบบัญชี การรายงานทางการเงิน และการตรวจสอบมีความน่าเชื่อถือ
ในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว คณะกรรมการได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อย 4 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืน และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งรายงานตรงต่อคณะกรรมการ และกำกับดูแลงานในความรับผิดชอบของตนอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ
องค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัทฯ
คณะกรรมการต้องประกอบด้วยกรรมการที่มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่สอดคล้องกับธุรกิจของไออาร์พีซี และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ตามความรับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้ ไออาร์พีซีจึงกำหนดองค์ประกอบ คุณสมบัติสำคัญ และวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการ ดังนี้
- คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 15 คน
- มีกรรมการอิสระไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมด และต้องมีจำนวนกรรมการอิสระไม่น้อยกว่า 3 คน
- กรรมการต้องมีอายุไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์
- กรรมการดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 3 วาระติดต่อกัน หรือรวมกันไม่เกิน 9 ปี
คุณสมบัติของกรรมการอิสระเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้แก่ ไม่มีส่วนร่วมในการบริหารงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตหรือทางกฎหมายกับกรรมการรายอื่น ไม่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ และไม่เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ นอกจากนี้ ไออาร์พีซียังกำหนดคุณสมบัติที่เข้มงวดกว่าข้อกำหนดของ ก.ล.ต. โดยกำหนดให้กรรมการอิสระถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด (ต่ำกว่าที่ ก.ล.ต. กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 1)
คณะกรรมการชุดย่อย
คณะกรรมการได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อย 4 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืน และคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง โดยแต่ละคณะมีหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินงานในด้านที่สำคัญของบริษัทฯ
คณะกรรมการตรวจสอบ
คณะกรรมการตรวจสอบมีหน้าที่สอบทานความน่าเชื่อถือของงบการเงินของไออาร์พีซีและบริษัทย่อย รวมถึงประสิทธิผลของระบบการควบคุมภายใน การตรวจสอบภายใน และการบริหารความเสี่ยง ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงระบบการควบคุมภายใน คณะกรรมการตรวจสอบประกอบด้วยกรรมการอิสระอย่างน้อย 3 คน ซึ่งมีคุณสมบัติ หน้าที่ และความรับผิดชอบตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และคณะกรรมการกำกับตลาดทุน กรรมการตรวจสอบทุกคนต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทหน้าที่ โดยต้องมีกรรมการตรวจสอบอย่างน้อย 1 คน ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านบัญชีและการเงินเพียงพอที่จะสอบทานความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของรายงานทางการเงิน ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจสอบในปัจจุบัน ประกอบด้วย
คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน
คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนมีหน้าที่สรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการ รวมถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ตามหลักเกณฑ์และกระบวนการที่กำหนดไว้อย่างโปร่งใสและมีประสิทธิผล เพื่อให้คณะกรรมการประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่หลากหลาย นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่กำหนดค่าตอบแทนที่เหมาะสมสำหรับกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บนหลักการที่เป็นธรรมและสมเหตุสมผล คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนประกอบด้วยกรรมการอย่างน้อย 3 คน โดยมีกรรมการอิสระอย่างน้อย 1 คน ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนในปัจจุบัน ประกอบด้วย
คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืน
คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืนมีหน้าที่กำหนดและติดตามผลการดำเนินงานประจำปีของบริษัทฯ ทั้งด้านการปฏิบัติงานและการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ให้สอดคล้องกับแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืนของไออาร์พีซี โดยมีความรับผิดชอบครอบคลุมการกำกับดูแลการพัฒนาด้านการกำกับดูแลกิจการ การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และความเสี่ยงด้าน ESG ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำแนวปฏิบัติด้านการกำกับดูแลกิจการและให้ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการ คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืนประกอบด้วยกรรมการอย่างน้อย 3 คน โดยมีกรรมการอิสระอย่างน้อย 1 คน ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืนในปัจจุบัน ประกอบด้วย
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงมีหน้าที่กำกับดูแลการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ โดยกำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยง จัดทำแผนการบริหารความเสี่ยง และกำกับดูแลการนำกระบวนการบริหารความเสี่ยงไปปฏิบัติทั่วทั้งองค์กร ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ นอกจากนี้ ยังติดตามการประเมินความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risks) เช่น ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงประกอบด้วยกรรมการอย่างน้อย 3 คน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมี ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงในปัจจุบัน ประกอบด้วย
กรรมการอิสระ
ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของไออาร์พีซี กำหนดให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการอิสระไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด กรรมการอิสระต้องมีคุณสมบัติและความเป็นอิสระตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนและตามที่คณะกรรมการกำหนด โดยไออาร์พีซีได้กำหนดคุณสมบัติกรรมการอิสระที่สอดคล้องและในบางประเด็นเข้มงวดกว่าข้อกำหนดของสำนักงาน ก.ล.ต. ได้แก่ สัดส่วนการถือหุ้นซึ่งต้องไม่เกินร้อยละ 0.5 ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วของบริษัทฯ (ต่ำกว่าที่ ก.ล.ต. กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 1) ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เปิดเผยนิยามและคุณสมบัติของกรรมการอิสระไว้ในคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีและเว็บไซต์ของบริษัทฯ
กรรมการอิสระต้องเข้าร่วมประชุมอย่างสม่ำเสมอ แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ และปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้มีส่วนได้เสีย โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินและข้อมูลทางธุรกิจที่เพียงพอ และมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างบริษัทฯ กับผู้บริหาร กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม และผู้ถือหุ้นรายใหญ่
ประธานกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร (Non–executive Chairman/Lead Director)
เพื่อให้การกำกับดูแลกิจการมีประสิทธิผลและป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ ไออาร์พีซีกำหนดให้ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นบุคคลคนละคนกัน โดยประธานกรรมการมีหน้าที่เป็นผู้นำคณะกรรมการและให้แนวทางเพื่อให้เกิดมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดีในระดับสูง โดยเฉพาะการดำเนินการประชุมให้มีการอภิปรายอย่างเหมาะสม และการกำกับดูแลการพิจารณาเรื่องที่ฝ่ายจัดการนำเสนอ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหาร
คณะกรรมการแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ในฐานะผู้บริหารสูงสุด เพื่อบริหารจัดการการดำเนินงานของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับ และนโยบายที่คณะกรรมการกำหนด
นโยบายว่าด้วยความหลากหลายในโครงสร้างของคณะกรรมการบริษัทฯ
ไออาร์พีซีสนับสนุนให้คณะกรรมการมีความสมดุลและความหลากหลายที่เหมาะสมทั้งในด้านทักษะ ประสบการณ์ เชื้อชาติ และเพศ โดยบริษัทฯ ได้จัดทำนโยบายองค์ประกอบและความหลากหลายของคณะกรรมการ เพื่อให้กระบวนการสรรหาและแต่งตั้งกรรมการมีความโปร่งใสและสอดคล้องกับนโยบายการกำกับดูแลกิจการ ภายใต้นโยบายดังกล่าว คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนจะพิจารณาสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการที่ว่างลง โดยคำนึงถึงผู้สมัครที่มีพื้นฐานและมุมมองที่หลากหลาย ควบคู่กับคุณสมบัติที่เหมาะสม ความรู้ในอุตสาหกรรม และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คณะกรรมการมีทักษะที่สมดุล รวมถึงความหลากหลายด้านเพศ อายุ และด้านอื่น ๆ โดยรวม
ประสบการณ์ในอุตสาหกรรมและตารางทักษะของคณะกรรมการ (Board Skills Matrix)
ตามคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีของไออาร์พีซี คณะกรรมการควรประกอบด้วยผู้ที่มีความรู้ด้านธุรกิจปิโตรเลียมหรือปิโตรเคมีอย่างน้อย 3 คน ผู้มีความรู้ด้านกฎหมายอย่างน้อย 1 คน และผู้มีความรู้ด้านบัญชีหรือการเงินอย่างน้อย 1 คน นอกจากนี้ นโยบายและหลักเกณฑ์การสรรหายังพิจารณาถึงพื้นฐานการศึกษา ประสบการณ์การบริหารจัดการในด้านที่เกี่ยวข้อง และความสำเร็จที่เป็นที่ยอมรับในองค์กรที่มีขนาดเทียบเคียงได้
ประสิทธิผลและค่าตอบแทนของคณะกรรมการ
ไออาร์พีซีจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการเป็นประจำทุกปี ทั้งการประเมินคณะกรรมการทั้งคณะ คณะกรรมการชุดย่อย และกรรมการรายบุคคล เพื่อทบทวนผลการปฏิบัติงาน ปัญหาอุปสรรค และความสำเร็จในรอบปีที่ผ่านมา ตามที่กำหนดไว้ในคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดี การประเมินดำเนินการทั้งแบบประเมินตนเอง (Self-Assessment) และแบบประเมินไขว้ (Cross-Assessment) นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการประเมินโดยบุคคลภายนอกที่เป็นอิสระทุก 3 ปี โดยรายงานผลต่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและความยั่งยืนและผู้ถือหุ้น และเปิดเผยไว้ในรายงานประจำปี ผลการประเมินถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานของคณะกรรมการอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ไออาร์พีซียังส่งเสริมให้กรรมการและผู้บริหารเข้าร่วมหลักสูตรอบรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ติดตามพัฒนาการของอุตสาหกรรม และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนมีหน้าที่ทบทวนค่าตอบแทนกรรมการ เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติ และนำเสนอค่าตอบแทนต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีเพื่อพิจารณาอนุมัติ กระบวนการดังกล่าวช่วยให้เกิดความโปร่งใสและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่ดีด้านค่าตอบแทนของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) โดยค่าตอบแทนกรรมการสอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กรทั้งระยะสั้นและระยะยาว และสะท้อนถึงขนาดและความซับซ้อนของธุรกิจของไออาร์พีซี
การกำหนดค่าตอบแทนผู้บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่
คณะกรรมการกำหนดให้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของไออาร์พีซีจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนพิจารณา โดยคณะกรรมการจะนำผลการประเมินไปใช้ในการกำหนดค่าตอบแทน ทั้งนี้ รายละเอียดผลการประเมินถือเป็นความลับ
เกณฑ์การประเมินประกอบด้วยเป้าหมายที่ท้าทายซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะสั้นและระยะยาวของบริษัทฯ ครอบคลุมผลการดำเนินงานทั้งด้านที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เช่น ความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่มีหน้าที่บริหารธุรกิจและขับเคลื่อนองค์กร โดยประเมินผลการปฏิบัติงานตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ได้แก่ ตัวชี้วัดระดับองค์กร (Corporate KPIs) สัดส่วนร้อยละ 60 และปัจจัยสนับสนุนที่ส่งเสริมความโปร่งใสและความยั่งยืนของบริษัทฯ สัดส่วนร้อยละ 40
การปรับเงินเดือนและโบนัสประจำปีของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่พิจารณาจากผลการประเมินดังกล่าว และต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ นอกจากเป้าหมายที่ท้าทายแล้ว การประเมินยังพิจารณาตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่เชื่อมโยงกับแผนกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจน Balanced Scorecard ทั้งนี้ ค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของไออาร์พีซียังได้รับการเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนของผู้บริหารในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือใกล้เคียง
ตัวชี้วัดความสำเร็จ (Success Matrix)
ตัวชี้วัดระดับองค์กร (ร้อยละ 60)
ปัจจัยด้านการเติบโตอย่างยั่งยืน (ร้อยละ 40)
- มิติด้านการเงิน: EBITDA และการบริหารจัดการบริษัทย่อย (ROIC)
- มิติด้านผู้มีส่วนได้เสีย: ความพึงพอใจของลูกค้า ความพึงพอใจของชุมชน ความผูกพันของพนักงาน ผลการประเมินความยั่งยืนของ DJSI และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- มิติด้านกระบวนการภายใน: ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของโรงกลั่น (Refinery Resilience) สัดส่วนผลิตภัณฑ์พิเศษ (% Specialty Product) โครงการเสริมความแข็งแกร่ง (Strengthen Project) และโครงการธุรกิจใหม่ (New Stream Project)
- มิติด้านการเรียนรู้และการเติบโต: ผลการประเมินด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security Scorecard) และการพัฒนาบุคลากรที่มีศักยภาพ
- ผลการสำรวจความคิดเห็นของคณะกรรมการและฝ่ายจัดการ
- มีการจัดทำแผนสืบทอดตำแหน่งครบทุกตำแหน่งระดับ N-1
- ทักษะการบริหารจัดการและการบริหารภาวะวิกฤตที่โดดเด่น
นอกจากนี้ ไออาร์พีซียังประเมินค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โดยเปรียบเทียบผลการดำเนินงานทางการเงินของบริษัทฯ กับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันในช่วงระยะเวลา 3 ปี และเทียบอันดับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ กับอันดับค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของไออาร์พีซีเมื่อเทียบกับบริษัทในกลุ่มเดียวกัน การเปรียบเทียบนี้ช่วยให้ผลการดำเนินงานและค่าตอบแทนมีความสอดคล้องกัน
ค่าตอบแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหาร
ไออาร์พีซีเปิดเผยค่าตอบแทนคงที่และค่าตอบแทนผันแปรของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหาร ดังนี้
Note:
1. ผู้บริหารระดับ 1 (Executive Level 1) ตามคำอธิบายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกอบด้วย i) กรรมการผู้จัดการใหญ่ ii) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ในแต่ละหน่วยงาน สายบัญชีและการเงิน สายกลยุทธ์องค์กร สายพาณิชยกิจและการตลาด สายบริหารและพัฒนาศักยภาพองค์กร สายนวัตกรรมและปฏิบัติการเพื่อความเป็นเลิศ และสายปฏิบัติการผลิตปิโตรเคมีและการกลั่น 2. ค่าตอบแทนทั้งหมดของกรรมการผู้จัดการใหญ่จากไออาร์พีซี และปตท.
นอกจากนี้ ไออาร์พีซี ได้เปิดเผยค่าเฉลี่ยและค่ามัธยฐานของค่าตอบแทนประจำปีของพนักงานทุกคน รวมถึงอัตราส่วนระหว่างค่าเฉลี่ยและค่ามัธยฐานของค่าตอบแทนพนักงานและค่าตอบแทนประจำปีของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ตามรายละเอียดที่นำเสนอในตารางด้านล่าง
ค่าตอบแทน (บาท)
2564
2565
2566
2567
ค่าตอบแทนประจำปีของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
16,427,919
19,826,122
13,312,803
11,420,120
ค่ามัธยฐานของค่าตอบแทนประจำปีของพนักงานทั้งหมด ยกเว้นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
1,156,338
1,585,298
1,242,282
1,174,684
ค่าเฉลี่ยของค่าตอบแทนประจำปีของพนักงานทั้งหมด ยกเว้นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
1,273,372
1,882,039
1,343,906
1,081,765
อัตราส่วนระหว่างค่ามัธยฐานของค่าตอบแทนพนักงานและค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
10.49
7.12
10.72
9.72
อัตราส่วนระหว่างค่าเฉลี่ยของค่าตอบแทนพนักงานและค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
9.53
5.99
9.91
10.56
ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับค่าตอบแทน
กฎการเรียกคืนค่าตอบแทน (Claw back Provision)
ไออาร์พีซีกำหนดกฎการเรียกคืนค่าตอบแทนตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 89/7 กรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวังและความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์และข้อบังคับของบริษัทฯ มติคณะกรรมการ ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ผู้บริหารสามารถถูกดำเนินคดีตามมาตรา 89/18 โดยไม่ขัดแย้งกับมาตรา 89/19 ในกรณีที่สามารถพิสูจน์ว่าไม่มีการปฏิบัติตามมาตรา 89/7 หรือถ้ามีการประพฤติผิดในทางตรงและทางอ้อม ซึ่งในกรณีนี้ ไออาร์พีซีกำหนดให้กรรมการ ผู้บริหาร และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดคืนค่าตอบแทนที่เคยได้รับทั้งหมด
ข้อกำหนดการถือครองหลักทรัพย์บริษัทฯ (Management Ownership Requirement)
เพื่อเสริมสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของในองค์กร ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรมที่พึงประสงค์และวัฒนธรรมองค์กร ภายใต้แนวคิด IRPC DNA ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ จึงสนับสนุนให้พนักงาน โดยเฉพาะผู้บริหาร สามารถถือหุ้นของบริษัทฯ ได้ตามความสมัครใจ ซึ่งถือเป็นการสร้างความความมุ่งมั่นของพนักงานต่อองค์กรและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของ ก.ล.ต. เพื่อหลีกเลี่ยงการซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายในหรือผิดจรรยาบรรณ โดยรายละเอียดจำนวนหุ้นที่ถือโดยกรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหาร มีดังนี้
การถือหุ้นของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้บริหาร (ณ เดือน ธันวาคม 2567)
ตำแหน่ง
ชื่อ
เท่าของฐานเงินเดือน
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล
0
ค่าเฉลี่ยของสมาชิกระดับผู้บริหาร
ระดับผู้บริหารหมายถึง ตำแหน่งรองจากกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งเทียบเท่ากับระดับรองกรรมการผู้จัดการใหญ่
โดยมีรายชื่อของสมาชิกระดับผู้บริหารที่ถือครองหุ้นของบริษัทฯ ดังนี้
- นายประนาช โกศายานนท์
- นางสาววนิดา อุทัยสมนภา
- นายเลอศักดิ์ ทองร่วง
3
การป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์
คณะกรรมการบริษัทฯ กำหนดให้กรรมการและผู้บริหารแต่ละรายจัดทำรายงานเปิดเผยรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำกับดูแลด้านความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยจัดส่งให้เลขานุการบริษัทฯ จัดเก็บ รวบรวม พร้อมทั้งสำเนาส่งประธานกรรมการบริษัทฯ และประธานกรรมการตรวจสอบเพื่อใช้ในการตรวจสอบและกำกับดูแลด้านความขัดแย้งทางผลประโยชน์
นอกเหนือจากการรายงานของกรรมการและผู้บริหารตามเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนด ไออาร์พีซียังกำหนดให้พนักงานของบริษัทฯ รวมถึงบริษัทในเครือ บริษัทร่วมทุน และบริษัทที่อยู่ภายใต้อำนาจการบริหารจัดการของไออาร์พีซี เปิดเผยรายการที่เป็นผลประโยชน์ที่ขัดกันกับผลประโยชน์ของบริษัทฯ หรือกลุ่มบริษัทไออาร์พีซีด้วยเช่นกัน
การรายงานการถือครองหลักทรัพย์
บริษัทฯ ได้กำหนดให้คณะกรรมการและผู้บริหาร ซึ่งหมายรวมถึงคู่สมรสหรือผู้ที่อยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยา และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จะต้องแจ้งให้บริษัทฯ ทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของบริษัทฯ และรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และภายใน 3 วันทำการ นับจากวันที่ซื้อ ขาย โอนหรือรับโอน รวมทั้งกำหนดนโยบายในการเปิดเผยหรือรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ของกรรมการและผู้บริหารต่อคณะกรรมการบริษัทฯ เป็นประจำทุกเดือน นอกจากนี้ บริษัทฯ จัดให้มีนโยบายแจ้งเวลางดซื้อขายหลักทรัพย์ (Blackout Period) ก่อนการประกาศแจ้งข่าวงบการเงิน 30 วัน และหลังประกาศข่าวงบการเงิน 2 วัน
ทั้งนี้ ในปี 2567 และตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ไม่พบประวัติการประพฤติผิดของคณะกรรมการบริษัทฯ หรือผู้บริหาร ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2563 หรือพระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 รวมถึงไม่พบประวัติในการประพฤติผิดอื่นๆ ดังนี้
- ความไม่ซื่อสัตย์หรือการประมาทละเลยอย่างรุนแรง
- การเปิดเผยหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จหรือข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่สำคัญที่ควรเปิดเผย ซึ่งสามารถส่งผลกระทบไปยังการตัดสินใจของผู้ถือหุ้น นักลงทุน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง
- ความไม่ยุติธรรมหรือการเอาเปรียบผู้ลงทุนในการขายและซื้อหุ้นหรืออนุพันธ์ หรือมีส่วนในการสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว
การมีสิทธิออกเสียง (Voting Rights)
ไออาร์พีซีกำหนดนโยบายให้ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งมีคะแนนเสียงเท่ากับจำนวนหุ้นที่ตนถือ คือ 1 หุ้นต่อ 1 เสียง โดยไม่มีการเสนอหุ้นพิเศษ (Golden Share) หรือหุ้นสองประเภท (Dual Class Shares) ในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น ในส่วนของการออกตราสาร Non-voting Depository Receipt (NVDR) ผู้ถือ NVDR ไม่สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของบริษัทฯ ดังนั้น ผู้ถือ NVDR จะไม่มีสิทธิออกเสียง ทั้งนี้ สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความหมายของ NVDR ได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย