การดำเนินงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี (E : Eco-Operation and Technology)
ศักยภาพการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ Scope 2 ร้อยละ 50 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดภายในปี 2593 โดยแบ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน/การอนุรักษ์พลังงานร้อยละ 20 และการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดร้อยละ 30
ดัชนีความเข้มข้นของการใช้พลังงาน: 81.60% EII
การประหยัดพลังงาน: 362,139 กิกะจูล
การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก: 23,176 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
บริษัทฯ มุ่งมั่นในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงความพยายามในการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการความร้อนและไอน้ำ ลดการใช้ไฟฟ้า ปรับปรุงการบริหารจัดการโลจิสติกส์ รวมทั้งการมีส่วนร่วมในโครงการความร่วมมือกับกลุ่ม ปตท. โดยส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการที่ครอบคลุม 2 ประเภทกิจกรรมเพื่อประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้แก่ โครงการควบคุมการปฏิบัติงาน (Operational Control Projects) และโครงการปรับปรุงกระบวนการ (Process Improvement Projects)
- โครงการควบคุมการปฏิบัติงาน (Operational Control Projects) ครอบคลุมการลดการใช้ไฟฟ้า การลดความสูญเสียความร้อนภายใน และการลดการใช้ไอน้ำในกระบวนการปฏิบัติการ
- โครงการปรับปรุงกระบวนการ (Process Improvement Projects) ครอบคลุมการติดตั้งอุปกรณ์และปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการผลิตไฟฟ้า
โครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบทุ่นลอยน้ำ
โครงการนี้ได้ดำเนินการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ในอ่างเก็บน้ำสำรอง 3 แห่ง มีพื้นที่โดยประมาณ 200 ไร่ มีค่ากำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 12.5 เมกะวัตต์ และกำลังสูงสุด 8.5 เมกะวัตต์ ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้เป็นไฟฟ้ากระแสตรง และใช้อินเวอร์เตอร์แปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ จากนั้นส่งไปยังหม้อแปลงไฟฟ้าเพื่อเพิ่มแรงดันจากแรงดันต่ำเป็นแรงดันสูงขนาด 6.6 กิโลโวลต์ ผ่านมิเตอร์ไฟฟ้าเข้าสู่ระบบจ่ายไฟของโครงการ เพื่อนำไปจ่ายให้แก่โรงงานในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไออาร์พีซี ระบบดำเนินการ 24 ชั่วโมงต่อวันระยะเวลาโครงการ 25-30 ปี
โครงการได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณและใบรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) และได้ขึ้นทะเบียน T-VER โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ย 9,459 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ในช่วงระยะเวลาคำนวณเครดิตคาร์บอน 7 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570
การบริหารจัดการระบบไอน้ำแบบองค์รวม
บริษัทฯ ได้นำแนวคิดการบริหารจัดการระบบไอน้ำแบบองค์รวม (Holistic Steam Management) มาใช้ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของระบบ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานโดยรวม ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์ที่สามารถรักษาเสถียรภาพของระบบได้อย่างรวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่า โครงการนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิตไอน้ำลง และปริมาณไอน้ำที่เพิ่มขึ้นสามารถช่วยเสริมเสถียรภาพของระบบไอน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะภายหลังการหยุดเดินโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้หน่วยผลิตไอน้ำนี้มีบทบาทเสมือนเป็น Auxiliary Boiler ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการระบบไอน้ำโดยรวมของบริษัทฯ
เป้าหมายสำคัญของการบริหารจัดการพลังงานที่หน่วยผลิตไอน้ำนี้ คือการเพิ่มภาระการเดินเครื่อง (Boiler Load) จากการส่งออกไอน้ำแรงดัน 25 bar ช่วยยกระดับประสิทธิภาพของหม้อไอน้ำจากร้อยละ 77 เป็นร้อยละ 82 ซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพดังกล่าวจะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงได้ประมาณ 15,464 กิกะจูลต่อปี (GJ/year) และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 952 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e/year)
การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนเป้าหมายด้านการจัดการพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม
โครงการลดปริมาณออกซิเจนส่วนเกินของเตาให้ความร้อน
บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการลดปริมาณออกซิเจนส่วนเกินของเตาให้ความร้อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเชื้อเพลิงและยกระดับสมรรถนะของกระบวนการเผาไหม้ ผ่านการปรับปรุงอุปกรณ์ควบคุมการระบายก๊าซออกจากปล่องควันให้สามารถปรับตั้งตำแหน่งการเปิด-ปิดได้อย่างละเอียดและแม่นยำยิ่งขึ้น
ก่อนการดำเนินโครงการ อุปกรณ์ควบคุมการระบายก๊าซมีข้อจำกัดด้านการปรับตั้ง ทำให้ไม่สามารถลดการเปิดได้มากกว่าระดับที่กำหนด ส่งผลให้มีการระบายอากาศเข้าสู่เตาให้ความร้อนมากเกินความจำเป็น เกิดปริมาณออกซิเจนส่วนเกินในกระบวนการเผาไหม้ และทำให้การใช้พลังงานเชื้อเพลิงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ภายหลังการปรับปรุงอุปกรณ์ดังกล่าว บริษัทฯ สามารถควบคุมปริมาณอากาศที่เข้าสู่เตาให้ความร้อนได้อย่างเหมาะสม ลดปริมาณอากาศส่วนเกิน และทำให้กระบวนการเผาไหม้มีความสมบูรณ์และมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพของเตาให้ความร้อนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 82 เป็นร้อยละ 86
การเพิ่มประสิทธิภาพดังกล่าวช่วยลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงได้ประมาณ 43,705 กิกะจูลต่อปี และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2,810 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e/year) คิดเป็นมูลค่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจประมาณ 15-22 ล้านบาทต่อปี โครงการนี้จึงเป็นตัวอย่างของการดำเนินงานที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนนโยบายการอนุรักษ์พลังงานขององค์กรในระยะยาว
โครงการทาสีเคลือบเตา Main Fractionator Heater หน่วย VGOHT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการทาสีเคลือบเตา Main Fractionator Heater ของหน่วย VGOHT โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานเชื้อเพลิง และลดการสูญเสียความร้อนจากเตาเผา ผ่านการปรับปรุงผนังด้านในของเตาในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง ด้วยการเคลือบสารพิเศษที่ช่วยเพิ่มการกระจายและการสะท้อนความร้อนภายในเตา
การปรับปรุงดังกล่าวช่วยให้ความร้อนถูกนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการสูญเสียความร้อนออกสู่ภายนอก ส่งผลให้สามารถลดการใช้ก๊าซเชื้อเพลิงได้ประมาณร้อยละ 4.6 คิดเป็นการประหยัดพลังงานรวมประมาณ 10,173 กิกะจูลต่อปี และสร้างมูลค่าการประหยัดค่าใช้จ่ายสุทธิประมาณ 2.56 ล้านบาทต่อปี
โครงการนี้ใช้เงินลงทุนประมาณ 1.56 ล้านบาท และมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 9 เดือน แสดงให้เห็นถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน นอกจากนี้ ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 543 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e/year) ซึ่งช่วยสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ