บริษัทฯ มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นการพัฒนาโซลูชันที่่ตอบสนองต่อความต้องการที่่เปลี่่ยนแปลงของผู้บริโภคและสังคม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างต่อเนื่่อง
คณะกรรมการบริหารจัดการนวัตกรรม (Innovation Management Committee : IMC) ของบริษัทฯ ซึ่งมีรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ พาณิชยกิจและการตลาดเป็นประธาน ทำหน้าที่กำกับดูแลกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมของบริษัทฯ คณะกรรมการประกอบด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปฏิบัติการ กลยุทธ์ แผนและพัฒนาธุรกิจ ศูนย์นวัตกรรมไออาร์พีซี พาณิชยกิจและการตลาด และบัญชีและการเงิน โดยมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลพอร์ตโฟลิโอนวัตกรรมอย่างสมดุล ซึ่งรวมถึงการจัดสรรทรัพยากรทั้งงบประมาณและบุคลากร การนำกระบวนการต่างๆ มาบริหารจัดการความเสี่ยงของโครงการ การเร่งระยะเวลาในการนำผลิตภัณฑ์สู่ตลาด การติดตามผลพอร์ตโฟลิโอ และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา แนวทางแบบบูรณาการนี้ช่วยให้กระบวนการนวัตกรรมของบริษัทฯ ไม่เพียงแต่บรรลุผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์และเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังช่วยลดผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมทั้งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวขององค์กรด้วย
- ระบบการบริหารจัดการและการกำกับดูแลนวัตกรรม
- กลยุทธ์และเป้าหมายด้านนวัตกรรม
- นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์
- การพัฒนานวัตกรรมโดยการรร่วมมือภายนอก
ระบบการบริหารจัดการและการกำกับดูแลนวัตกรรม
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ด้านนวัตกรรมคือ ศูนย์นวัตกรรมไออาร์พีซี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาที่สนับสนุนทั้งเป้าหมายทางธุรกิจและด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ภายใต้พันธกิจ “มุ่งเน้นนำความรู้ความเชี่ยวชาญสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าและรายได้อย่างยั่งยืน” ศูนย์นี้ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อเพิ่มการเติบโตของธุรกิจหลัก (Core Uplift) และสำรวจโอกาสใหม่ๆ นอกเหนือจากธุรกิจที่ดำเนินอยู่ (Step Up & Beyond) พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งภายในและภายนอกองค์กรอย่างเข้มข้นเพื่อเร่งการนำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสู่ตลาดเชิงพาณิชย์
กลยุทธ์และเป้าหมายด้านนวัตกรรม
กลยุทธ์ Core Uplift มุ่งเน้นไปที่การทำงานร่วมกันภายในองค์กรเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษจากธุรกิจหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษเป็นร้อยละ 60 ภายในปี 2573 กลยุทธ์ดังกล่าวตั้งเป้าไปที่อุตสาหกรรมหลัก5 ประเภท ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ การก่อสร้าง ยานยนต์ และสุขภาพและสุขอนามัย การดำเนินงานใช้กระบวนการนวัตกรรม (Innovation process หรือ Stage-gate) ผ่านระบบดิจิทัล (ระบบการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี หรือ ITMS+) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ การติดตามความคืบหน้าของโครงการ และจัดสรรโครงการนวัตกรรมให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ อันนำไปสู่การสร้างผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้มีเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวในการเพิ่มสัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ ให้เป็นร้อยละ 60 ภายในปี 2573 มาจากกำไรส่วนเพิ่มจำนวน 276 ล้านบาทในปี 2568 จากโครงการวิจัยและพัฒนา (R&D)
กลยุทธ์ Step Up & Beyond มุ่งเน้นการแสวงหาโอกาสการเติบโตใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยสำหรับบริษัทฯ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่มีศักยภาพสูงในการสร้างการเติบโตในระยะยาว บริษัทฯ ใช้แนวทางการพัฒนานวัตกรรมผ่านศูนย์บ่มเพาะ (Incubation Center)เพื่อพัฒนาและเตรียมความพร้อมของนวัตกรรมอย่างเป็นระบบสู่การนำไปใช้เชิงพาณิชย์ ภายใต้บริบทของความไม่แน่นอนที่มาพร้อมกับการริเริ่มสิ่งใหม่ บริษัทฯ จึงกำหนดให้มีการทวนสอบความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและด้านธุรกิจอย่างต่อเนื่องตลอดกระบวนการ โดยใช้กรอบการประเมินระดับความพร้อมด้านเทคโนโลยี (Technology Readiness Level : TRL) และระดับความพร้อมทางธุรกิจ (Business Readiness Level : BRL) เป็นเครื่องมือสำคัญ กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นการพัฒนาในสาขาเกษตรเชิงฟื้นฟู เทคโนโลยีนาโนคาร์บอน สุขภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ รวมถึงสารเคลือบป้องกัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่สังคมและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน
- De Novo Program : โครงการริเริ่มด้านการวิจัยที่มุ่งเน้นไปที่การประเมินความเป็นไปได้ทางเทคนิคและศักยภาพทางการตลาดของไอเดียนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบระดับห้องปฏิบัติการ
- Sandbox Program : โครงการสร้างนวัตกรรมโดยการสร้างต้นแบบภาคสนามสำหรับการทดสอบในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจจริง ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การทดลอง และเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นโซลูชันที่พร้อมสำหรับตลาดหรือโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้ในที่สุด
ด้วยกระบวนการสร้างธุรกิจใหม่จากความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญภายนอก (Outside-In) จะเร่งการสร้างโอกาสใหม่ๆ และเติมเต็มช่องว่างจากความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ การสร้างธุรกิจร่วมทุน และการลงทุน การดำเนินโครงการใน Step Up & Beyond ภายใต้ความเสี่ยงสูง สามารถสร้างกำไรส่วนเพิ่มจำนวน 13 ล้านบาทในปี 2568
ศูนย์วิเคราะห์และห้องปฏิบัติการ (Analytical and Laboratory Center : AL) รวมถึงห้องปฏิบัติการด้านการวิเคราะห์คุณลักษณะ (Characterization Lab) มีบทบาทสำคัญในทางเทคนิคของทั้งการดำเนินงานในธุรกิจหลัก และงานวิจัยใหม่ๆ ขององค์กร โดย ALให้บริการทดสอบและวิเคราะห์ด้วยความแม่นยำสูง เพื่อรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตผ่านการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับหน่วยธุรกิจภายใน ด้วยความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล AL มีการลงทุนอย่างต่อเนื่องในเครื่องมือวิเคราะห์ที่ทันสมัย และระบบบริหารจัดการข้อมูลห้องปฏิบัติการ (Laboratory Information Management System : LIMS) ควบคู่กับทีมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะสูง อีกทั้งยังได้รับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 ซึ่งรับประกันความน่าเชื่อถือของห้องปฏิบัติการ
นอกเหนือจากการสนับสนุนงานวิจัยและการดำเนินงานภายใน AL ยังได้ขยายขอบเขตด้วยการให้บริการทดสอบเฉพาะทางแก่หน่วยงานภายนอก โดยในปี 2568 AL สามารถสร้างรายได้จากการให้บริการทดสอบแก่หน่วยงานภายนอกจำนวน 14 ล้านบาท การดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงสร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่องค์กร แต่ยังเป็นการยืนยันศักยภาพด้านการวิเคราะห์ของบริษัทฯ เมื่อเทียบกับมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับโลก
ผลการดำเนินงานด้านประสิทธิภาพงานวิจัยและพัฒนา
บริษัทฯ ใช้กระบวนการติดตามและประเมินประสิทธิผลของการดำเนินงานด้านนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยดัชนีประสิทธิผลการวิจัยและพัฒนา (R&D Effectiveness Index) เป็นเครื่องมือหลัก ทั้งนี้ ดัชนีดังกล่าวใช้การเปรียบเทียบกำไรส่วนเพิ่มที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ใหม่ในช่วงสามปีแรกนับตั้งแต่การออกสู่เชิงพาณิชย์กับเงินลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในปีที่เกี่ยวข้อง
กระบวนการประเมินผลดังกล่าวประกอบด้วยการติดตามผลทางการเงินอย่างต่อเนื่องและการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนด้านนวัตกรรมก่อให้เกิดความสำเร็จเชิงพาณิชย์ที่สามารถวัดผลได้ ทั้งนี้ การนำกลไกการติดตามผลที่มีโครงสร้างชัดเจนมาใช้ ช่วยให้บริษัทฯ สามารถบริหารจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมสูงสุด พร้อมทั้งยืนยันได้ว่ากิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนาสามารถแปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าเชิงพาณิชย์ที่วัดผลได้ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวขององค์กร
นวัตกรรมด้านผลิตภัณฑ์
บริษัทฯ มุ่งมั่นในการขยายขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษมูลค่าสูง ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างสอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนในระดับสากลโดยการบูรณาการการทำงานแบบเชื่อมโยงข้ามสายงาน ผสานองค์ความรู้ด้านการตลาดเข้ากับความเป็นเลิศด้านการผลิต ส่งผลให้สามารถเร่งวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ การลงทุนอย่างต่อเนื่องในบุคลากรที่มีความสามารถและเครื่องมือเทคโนโลยีขั้นสูง ยังช่วยให้บริษัทฯ คงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่มีอัตรากำไรสูง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
นวัตกรรมสารเติมแต่งสำหรับเม็ดพลาสติกเพื่อป้องกันการลามไฟ
นวัตกรรมสารเติมแต่งสำหรับพลาสติก (Additive) ที่พัฒนาโดยบริษัทฯ เพื่อช่วยป้องกันการหยดตัวของพลาสติกเมื่อติดไฟและเพิ่มคุณสมบัติการหน่วงไฟ (Flame Retardant) เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ โดยบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตรายแรกในประเทศไทย และมีการยื่นจดสิทธิบัตรในหลายประเทศ ผลิตภัณฑ์นี้ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนทั้งต่อบริษัทฯ ประเทศ และสังคม ผลิตภัณฑ์นี้พัฒนาด้วยเทคโนโลยี Core-Shell Nanotechnology ที่ใช้ Polytetrafluoroethylene (PTFE) ที่ปราศจาก Perfluorooctanoic Acid (PFOA) โดยผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐาน RoHS (Restriction of Hazardous Substances) และ REACH (Registration, Evaluation, Authorization, Restriction of Chemicals) ซึ่งรับประกันความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ นวัตกรรมนี้ยังขยายไปสู่การผลิตสีและสารเคลือบป้องกันมูลค่าสูงภายใต้แบรนด์ IBIC ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Beger Group ออกแบบมาเพื่อให้ทนต่อสภาพอากาศที่รุนแรงและยืดอายุการใช้งานของโครงสร้างเหล็กได้มากถึง 3 เท่า สารเคลือบเหล่านี้ยังถูกนำไปใช้ในโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมี สนามบิน ท่าเรือ และสะพานอีกด้วย นวัตกรรมดังกล่าวทำให้บริษัทฯ ได้รับรางวัลบริษัทนวัตกรรมดีเด่นจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และสร้างรายได้ 16 ล้านบาทในปี 2568
เม็ดพลาสติกพอลิสไตรีนชนิดทนแรงกระแทกสูง
POLIMAXX High Impact Polystyrene (HIPS), HG451 เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา โดยมีคุณสมบัติความเงาสูง ความแข็งแรงสูง และง่ายต่อการฉีดขึ้นรูป เหมาะกับการใช้งานในเครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ อุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติ และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน ในปี 2568 ผลิตภัณฑ์นี้มียอดขาย 6,600 ตัน สร้างรายได้รวม 294 ล้านบาท
เม็ดพลาสติกสไตรีน-อะคริโลไนไตรล์ชนิดทนทานต่อแรงกระแทก
POLIMAXX SAN เกรด 308PC ถูกพัฒนาเพื่อการฉีดขึ้นรูปผลิตภัณฑ์ไฟแช็กสำหรับตลาดภายในประเทศ เม็ดพลาสติก 308PC ผ่านการทดสอบคุณภาพจากลูกค้า มีความแข็งแรงและความทนทานยอดเยี่ยม รวมทั้งช่วยให้การฉีดขึ้นรูปที่ซับซ้อนทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ในปี 2568 ผลิตภัณฑ์นี้มียอดขาย 700 ตัน สร้างรายได้รวม 32 ล้านบาท
เม็ดพลาสติกพอลิีโพรพิลีนสำหรับงานถังสี
POLIMAXX Polypropylene (PP) 2430M เป็นเม็ดพลาสติกคุณภาพสูง ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในถังสี ผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานโดยเฉพาะในด้านความแข็งแรงต่อแรงกระแทก และผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบคุณภาพจากลูกค้าและสามารถใช้ในการฉีดขึ้นรูปผนังบางได้ นอกจากนี้ 2430M ยังเหมาะสำหรับใช้งานพาเลทและภาชนะบรรจุประเภทต่างๆ ในปี 2568 ผลิตภัณฑ์นี้มียอดขาย 13,460 ตัน สร้างรายได้รวม 428 ล้านบาท
ยางมะตอยคุณสมบัติพิเศษ
Asphalt AC 60/70 เป็นเกรดยางมะตอยที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย และเป็นวัสดุสำคัญในการก่อสร้างถนนและพื้นผิวทาง ช่วยเพิ่มทั้งความแข็งแรง ความทนทาน และคุณสมบัติการกันน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำซึมลงสู่ชั้นล่างของพื้นถนน บริษัทฯ พัฒนาตลาด Asphalt AC 60/70 และเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันผ่านงานวิจัยและพัฒนาที่มุ่งเน้นการลดต้นทุน ในขณะที่ยังคงรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ในปี 2568 สามารถลดต้นทุนการผลิตได้สูงสุดถึง 9.3 ล้านบาทต่อปี
ผลิตภัณฑ์ธาตุอาหารเสริมพืชและสารปรับปรุงดิน
ปุ๋ย REINFOXX Micronutrient หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “ปุ๋ยหมีขาว” ใช้ฉีดพ่นทางใบ โดยประกอบไปด้วยธาตุสำคัญที่เหมาะสำหรับพืชทุกชนิด ผลิตภัณฑ์นี้ช่วยเสริมการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มความแข็งแรง ปรับปรุงความสามารถในการต้านทานต่อสภาพแวดล้อม และเพิ่มผลผลิต ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ผ่านมาตรฐานคุณภาพที่ได้รับการรับรอง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน สารปรับปรุงดินชนิดฮิวมิกสกัดจากอินทรียวัตถุธรรมชาติที่เกิดจากการสลายตัวของซากพืชและสัตว์ ช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินโดยเพิ่มการดูดซับธาตุอาหารของรากพืชและกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ในปี 2568 ผลิตภัณฑ์นี้มียอดขาย 21,215 ลิตร สร้างรายได้รวม 8.45 ล้านบาท ผ่านการขยายช่องทางการขายกับลูกค้ารายใหม่
พอลิเมอร์เรซินฉายแสงสำหรับระบบการพิมพ์ 3 มิติ
พอลิเมอร์เรซินฉายแสงสำหรับการพิมพ์ 3 มิติ เหมาะสำหรับการพิมพ์แบบจำลองที่ต้องการความแม่นยำสูง โดยเฉพาะแบบจำลองดิจิทัลด้านทันตกรรมและวิทยาศาสตร์การแพทย์ เช่น การพิมพ์แบบจำลองสำหรับอุปกรณ์จัดฟันใส/รีเทนเนอร์ แบบจำลองเพื่อการวินิจฉัย และแบบจำลองเพื่อการฟื้นฟู ซึ่งมีความแม่นยำสูง ใช้งานง่าย และมีความแข็งแรง ผลิตภัณฑ์นี้มีการเติบโตของยอดขายอย่างโดดเด่น ในปี 2568 มียอดขาย 240 กิโลกรัม สร้างรายได้รวม 0.6 ล้านบาท
หมึกกราฟีนสำหรับผ้าคุณสมบัติพิเศษ
KleanTeQ Graphene Ink เป็นหมึกน้ำที่ผลิตจากกราฟีนคุณภาพสูง เหมาะสำหรับการเคลือบผืนผ้า มีคุณสมบัติด้านการกระจายความร้อน การปล่อยรังสีอินฟราเรดไกล คุณสมบัติป้องกันไฟฟ้าสถิต การป้องกันรังสี UV ต้านเชื้อแบคทีเรีย และช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ บริษัทฯ ร่วมมือกับ Healthcare Supply and Service Co., Ltd. (HSS) เพื่อทำการทดสอบคุณภาพก่อนออกสู่ตลาด และการขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์ปลายทาง เช่น ชุดกีฬาและเสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันภายใต้แบรนด์ Graphenix x KleanTeQ ในปี 2568 หมึกกราฟีนสำหรับการใช้งานบนผืนผ้าได้รับการจำหน่ายเป็นครั้งแรกในช่วงก่อนออกสู่ตลาด (Pre-market) มียอดขาย 216 กิโลกรัม และสร้างรายได้รวม 1.3 ล้านบาท
รางวัลและเกียรติคุณด้านนวัตกรรม
ความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความยั่งยืนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากองค์กรที่มีชื่อเสียง ในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับรางวัล Outstanding Innovative Company Award ในงาน SET Awards จากการพัฒนาสารเติมแต่งป้องกันการลุกลามไฟมูลค่าสูงที่ใช้วัสดุแบบ PTFE/SAN core-shell composite เป็นการยกระดับประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยจากไฟไหม้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และสีเคลือบ บริษัทฯ เป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ผลิตและนำนวัตกรรมนี้สู่เชิงพาณิชย์ พร้อมกับได้ยื่นขอสิทธิบัตรทั้งในและต่างประเทศ ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขัน และความตั้งใจที่จะสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงซึ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
การพัฒนานวัตกรรมโดยการร่วมมือภายนอก
นวัตกรรมของบริษัทฯ ดำเนินงานผ่านความร่วมมือที่อาศัยการผสานองค์ความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเร่งการขับเคลื่อนแผนกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี (R&D Roadmap) การจัดการนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) มุ่งเน้นการวางกลยุทธ์เพื่อเชื่อมโยงศักยภาพภายในองค์กรเข้ากับความเชี่ยวชาญระดับสากล ผ่านการสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งกับสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยชั้นนำ เช่น สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงแสวงหาโอกาสร่วมทางนวัตกรรมกับผู้ประกอบการชั้นนำ เช่น กลุ่ม ปตท. และ Healthcare Supply and Service (HSS) เพื่อเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
เพื่อเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพของโครงการให้ประสบความสำเร็จสูงสุด บริษัทฯ มุ่งเน้นการแสวงหาแหล่งเงินทุนจากภายนอก โดยประสบความสำเร็จในการระดมทุนร่วม (Matching Fund) จากหน่วยงานด้านนวัตกรรมแห่งชาติที่สำคัญ เช่น หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ซึ่งกลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนา แต่ยังยืนยันว่าแนวคิดด้านนวัตกรรมสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาที่สำคัญของประเทศ นอกจากนี้ เพื่อลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการไปสู่ความสำเร็จในเชิงอุตสาหกรรม บริษัทฯ ได้นำเครื่องมือจำลองสถานการณ์ขั้นสูง (Advanced Simulation Tools) มาใช้ในการขยายขนาดการผลิต (Scale-up) เพื่อให้สามารถนำผลิตภัณฑ์ไปสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ ในตลาดโลกได้